หัตถการที่เหมาะกับแต่ละชั้นผิว
โครงสร้างผิวหนังของเรามี 5 ชั้น ดังนี้
1. Skin
2. Subcutaneous
3. Musculo-aponeurotic
4. Reataining ligaments and space
5. Periosteum and deep fascia
![5[1]](https://itp1.itopfile.com/ImageServer/a37e5105c805211a/663/0/5[1]z-z1059173738431.webp)
1. SKIN ผิวหนังประกอบด้วยโครงสร้างผิว 2 ชั้น คือ
▶ EPIDERMIS : ชั้นหนังกำพร้า
ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่นอกสุด ประกอบด้วยเซลล์หลายชั้นที่ช่วยป้องกันร่างกาย
จากมลภาวะภายนอก โดยชั้นหนังกำพร้าจะมีการผลัดเซลล์ผิวเก่าและสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ผิวดูสดใส
และเรียบเนียน
▶ DERMIS : ชั้นหนังแท้
ชั้นหนังแท้ (Dermis) จะอยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่ช่วยให้ผิว
มีความยืดหยุ่นและเต่งตึงการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ส่งผลโดยตรงต่อความกระชับของผิว
ผิวชั้น EPIDERMIS (ชั้นหนังกำพร้า) เป็นชั้นที่เห็นกลุ่มเม็ดสีกระ ฝ้า เส้นเลือดฝอยได้ชัดที่สุด
จึงเหมาะกับการทำหัตถการ
ㆍ PICO LASER Program
ㆍ CELLEC V Program
ผิวชั้น DERMIT (ชั้นหนังแท้)
ชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่มีความยืดหยุ่น ประกอบด้วย 2 ชั้นย่อยๆ ได้แก่
ㆍThe lower layer (or stratum reticulare) : เป็นส่วนที่อยู่ลึกสุด และมีความหนา ซึ่งในชั้นนี้จะมีการผลิต
ของเหลวกั้นชั้นของไขมัน (Subcutis)
ㆍThe upper layer (or stratum papillare) : มีลักษณะของขอบเหมือนคลื่น กั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้า
องค์ประกอบหลักที่พบในชั้นหนังแท้คือ คอลลาเจน และ อิลาสติน, เนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งให้ความแข็งแรง
และความยืดหยุ่น ช่วยให้ผิวมีสุภาพดี ดูอ่อนเยาว์ เส้นใยเหล่านี้จะถูกตรึงไว้ด้วยสารที่ลักษณะคล้ายเจล หรือสาร
Hyaluronic acid ซึ่งมีความสามารถในการจับน้ำได้ดี และช่วยรักษาปริมาตรของผิวเอาไว้อีกด้วย
ผิวชั้น LOWER DERMIS (ผิวชั้นหนังแท้ส่วนล่าง) เหมาะกับการทำหัตถการ
ㆍPOTENZA PROGRAM
ㆍDENSITY PROGRAM
ㆍULTHERAPY PROGRAM
ㆍULTRAFORMER III PROGRAM
ㆍPOLYNUCLEOTIDE PROGRAM
ㆍCOLLAGEN BIOSTIMULATOR PROGRAM
z-z316727584680.webp)
2. SUBCUTANEOUS : ชั้นใต้ผิวหนัง
Subcutaneous Layer (ชั้นใต้ผิวหนัง) เป็นชั้นลึกสุดของผิวหนัง ประกอบด้วยไขมันและเนื้อเยื่อที่ช่วยป้องกันและรักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย โดยชั้นไขมันนี้ยังช่วยเสริมให้ผิวเรียบเนียน เต่งตึง และหากไขมันในชั้นนี้มีการสูญเสียไปจะทำให้ใบหน้าหย่อนคล้อยและเกิดมีริ้วรอยขึ้น
ผิวชั้น Subcutaneous Layer (ผิวชั้นหนังแท้ส่วนล่าง) เหมาะกับการทำหัตถการ
ㆍDENSITY PROGRAM
ㆍPOTENZA PROGRAM
ㆍPROGRAM HA FILLER
z-z1306973125044.webp)
3. SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) : ชั้นเนื้อเยื่อคั่นอยู่ระหว่างชั้นไขมันและชั้นกล้ามเนื้อ
ชั้น SMAS มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อแผ่นบางๆ มีเส้นใยคอลลาเจนอยู่รวมกันเป็นพังผืดเหนียวๆ คั่นอยู่ระหว่างชั้นไขมันและชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งชั้นนี้จะเชื่อมตั้งแต่กล้ามเนื้อไปถึงชั้นผิวหนังด้านบนทำให้การยกชั้น SMAS จะยกผิวได้ทุกชั้นและเป็นชั้นหลักที่ใช้ในการศัลยกรรม
ผิวชั้น SMAS ชั้นเนื้อเยื่อคั่นอยู่ระหว่างชั้นไขมันและชั้นกล้ามเนื้อ เหมาะกับการทำหัตถการ
ㆍULTHERAPY PROGRAM
ㆍULTRAFORMER III PROGRAM
ㆍBOTULINUM TOXIN PROGRAM
ㆍPROGRAM HA FILLER (Smas Lifting Technique)
4. RETAINING LIGAMENT : เส้นเอ็นยึดผิวหนังระหว่างเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังกับกระดูก
ชั้น RETAINING LIGAMENT หรือที่เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า "เอ็นยึดผิว" ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้นกระดูก ไขมัน เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเริ่มยุบและฝ่อตัวลง ใบหน้าจึงสูญเสียความกระชับหรือหย่อนคล้อยลงนั่นเอง
เส้นเอ็นยึดผิวหน้ามีความสัมพันธ์กับผิวหนังชั้น SMAS ชั้นไขมัน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิว ซึ่งหากผิวชั้น SMAS ถูกยกให้กระชับขึ้น จะทำให้ผิวชั้นบนรวมถึงเส้นเอ็นยึดผิวถูกดึงให้ตึงไปด้วยส่งผลให้ใบหน้าดูยก ตึง และกระชับขึ้นได้
ผิวชั้น RETAINING LIGAMENT เหมาะกับการทำหัตถการ
ㆍDENSITY PROGRAM
ㆍPROGRAM HA FILLER
z-z283060415382.webp)
5. PERIOSTEUM / DEEP FASCIA : ชั้นพังผืดลึก / ไขมันชั้นลึก
ชั้นพังผืดลึก (Deep Fascia) เป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีความหนาแน่นซึ่งค่อนข้างนิ่ง และทำหน้าที่เป็นจุดตรึงเพื่อปรับตำแหน่งของเนื้อเยื่ออ่อนในขั้นตอนการผ่าตัด
โดยชั้นพังผืดลึก สามารถแบ่งออกเป็นชนิดย่อย 2 แบบก็คือ
1. Aponeurotic fascia : พังผืดที่มีคุณสมบัติเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อได้ เช่นThoracolumbar fascia
2. Epimysial fascia พังผืดชนิดที่คลุมกล้ามเนื้อและในบางครั้งยังสามารถต่อไปที่ผิวกระดูกได้ด้วย
ซึ่งทั้ง Aponeurotic fascia และ Epimysial fascia มีผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพราะมีหน้าที่ทั้งคลุมและเชื่อมกล้ามเนื้อเข้าด้วยกัน
ผิวชั้น PERIOSTEUM / DEEP FASCIA เหมาะกับการทำหัตถการ
ㆍPROGRAM HA FILLER
ซึ่งการทำหัตถการในแต่ละประเภทไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือเพียงเพราะสนใจจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพียงเท่านั้น แต่แพทย์ต้องประเมินและวิเคราะห์ปัญหาผิวในแต่ละชั้น เพื่อวางแผนและออกแบบการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและลำดับความสำคัญของผิวให้ได้มากที่สุด